เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๓ มิ.ย. ๒๕๖o

 

เทศน์เช้า วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๐
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังเทศน์ ตั้งใจฟังเทศน์ฟังธรรมเนาะ ฟังเทศน์ฟังธรรมเพื่อเตือนสติของเรา เวลาคนสลบไสล เราจะป้อนเขาไง เราจะดูแลเรา เขาสลบไสล เขาไม่ได้สติ แต่เวลาคนที่ตื่นอยู่ คนที่ตื่นอยู่ เราเตือนเขา เราบอกเขา ทำสิ่งใดมันทำได้ นี่ก็เหมือนกัน ฟังเทศน์ฟังธรรมให้หัวใจมันตื่นขึ้นมาไง

เราบอกเราเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ประเสริฐๆ สัตว์ประเสริฐต้องมีสติมีปัญญานะ แล้วมนุษย์มีการศึกษา มีการศึกษาเพื่อให้ฉลาด เวลาฉลาดขึ้นมาฉลาดในเรื่องโลกๆ ไง แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ครองราชย์ จะเป็นกษัตริย์ เวลากษัตริย์ นี่พูดถึงการปกครองนะ เป็นเจ้าแว่นแคว้นเลย สิ่งนั้นท่านเสียสละๆ ท่านเห็นว่าสิ่งนั้นทำให้ชีวิตผูกพันกับสิ่งนั้น ถ้าชีวิตผูกพันกับสิ่งนั้นจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมาๆ เกิดมาแล้วจะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายอีก ถ้าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายอีกมันจะหาได้ที่ไหน หาได้ที่ไหนไง เวลามันจะหาได้ก็หาได้ตรงที่มันจะเกิด เวลาตรงที่มันเกิด ปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิจิตนะ ปฏิสนธิวิญญาณ เห็นไหม วิญญาณในขันธ์ ๕ เราเกิดเป็นมนุษย์แล้ว เราเกิดเป็นมนุษย์ เรามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ เวลาขันธ์ ๕ เรามีวิญญาณ วิญญาณรับรู้ๆ วิญญาณอายตนะไง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเส้นประสาทมันสมบูรณ์อยู่มันจะสื่อสารสิ่งต่างๆ ได้ไง ถ้าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจมันสมบูรณ์อยู่ เส้นประสาทมันเสียไป เวลาคนที่เขาป่วย เขารับรู้ไม่ได้ๆ ถ้ารับรู้ไม่ได้ แต่เขามีชีวิตของเขาอยู่นะ

เวลาเกิด แก่ เจ็บ ตาย อะไรมันเกิด มันแก่ มันเจ็บ มันตายล่ะ จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาศึกษา ศึกษาค้นคว้ามาในหัวใจนี้ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาวางธรรมและวินัยนี้ไว้ มันก็เป็นเรื่องโลกอีกแหละ เรื่องโลกเพราะอะไร เรื่องโลกเพราะคนเกิดมาๆ เกิดมาเป็นมนุษย์ไง เกิดเป็นมนุษย์เกิดมาต้องมีการศึกษา ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา มันก็ยังดีนะ เป็นธรรมๆ เป็นธรรมนะ เวลาครูบาอาจารย์ท่านบอกนะ ฉลากยาๆ ฉลากยา อ่านแต่ฉลากยา เข้าใจเรื่องยา แต่ไม่เคยได้ลิ้มรสของยานั้น ถ้าเขาจะลิ้มรสของยานั้นมันต้องประพฤติปฏิบัติ

นี่ก็เหมือนกัน ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นฉลากยา มันเป็นทฤษฎี มันเป็นการบอกคุณภาพของยา เป็นคุณภาพของยา ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สิ่งต่างๆ เป็นอริยสัจสัจจะความจริง มันเป็นฉลากยา มันเป็นทฤษฎีที่ชี้เข้ามาในหัวใจนี้ๆ

มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐๆ สัตว์ประเสริฐต้องมีปัญญา ถ้าปัญญาทางโลกๆ ปัญญาที่หามา กิเลสตัณหาความทะยานอยากมันเจือปนมาด้วยๆ ไง จะมีปัญญามากน้อยขนาดไหน ถ้าปัญญามากน้อยมีคุณธรรม

คนที่มีคุณธรรมนะ เวลาเขามีสติปัญญาขึ้นมา มีคนดีๆ มากเลยที่เขาช่วยเหลือสังคม ที่เขาช่วยเหลือเจือจานสังคม เขาเป็นหลักเป็นชัย เราเห็นคนอย่างนั้นเราชื่นชมๆ ไง เราคนมีสติปัญญา มีอำนาจวาสนา แต่เขาทำร้ายสังคม เขาทำร้ายประเทศชาติ เขาทำร้าย เรามองแล้วไม่น่าจะเกิดเป็นคนด้วย แต่เขาเกิด เกิดแล้วเขามีอำนาจด้วยนะ มีอำนาจวาสนาที่จะทำลายทุกๆ อย่างเลย เขาเกิดมา เห็นไหม กรรมคือการกระทำ กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน

เวลาเกิดมา เกิดมาเป็นอริยทรัพย์ การเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาสร้างสมคุณงามความดีๆ สร้างสมคุณงามความดีแบบพระโพธิสัตว์ๆ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย คำว่า “อสงไขยๆ” เขาบอกว่าภพชาติไม่มีๆ

ภพชาติไม่มี ๔ อสงไขยมันเป็นไปได้อย่างไร ภพชาติไม่มี พระเวสสันดรทำไว้แล้วมาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันไม่มีได้อย่างไร ถ้ามันไม่มี พระโพธิสัตว์จะเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร พระโพธิสัตว์อำนาจวาสนาบารมีจะเต็มขึ้นมาได้อย่างไร อำนาจวาสนาจะเต็มขึ้นมาเพราะได้เสียสละมาทุกภพทุกชาติๆ ทุกภพทุกชาติมันฝังลงไปที่ใจ พันธุกรรมของจิต พันธุกรรมของจิตมันได้ตัดแต่งของมัน มันได้ปรับปรุงของมัน มันได้พัฒนาการของมัน พอพัฒนาการของมัน มันเกิดมาจากอะไร

คนเรานะ เวลาทำสิ่งใดมันต้องมีความคิด แล้วถ้าคนมีความคิด ความคิดในหัวใจ พันธุกรรมที่มันตัดแต่งมาแล้วมันคิดแต่เรื่องดีๆ มันคิดเรื่องไม่ดีไม่ได้นะ เวลาหลวงตาท่านประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ ท่านบอกความคิด เวลาจะคิด เวลาเราคิด เราไม่ทันความคิดเราหรอก แต่หลวงตาท่านบอกเวลาจะคิดเหมือนต้องแบกหามท่อนซุง ท่อนซุงมันใหญ่ขนาดไหน เราต้องใช้กำลังขนาดไหนเราถึงจะแบกหามท่อนซุงนั้นได้ ความคิดที่มันจะเกิดจากจิตเหมือนท่อนซุง ถ้ามันท่อนซุง มันสติปัญญาไหม นี่เปรียบเทียบถึงพระอรหันต์

แต่เวลาพันธุกรรมของจิต พันธุกรรมของจิตมันไม่ใช่พระอรหันต์ พันธุกรรมของจิตมันคิดโดยสัญชาตญาณ มันคิดโดยธรรมชาติของมัน ถ้าคิดโดยธรรมชาติของมัน ถ้ามันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากของมัน มันไม่เท่าทันไง

เวลาพระอรหันต์ขึ้นมา เวลาจะคิดจะทำสิ่งใดเหมือนไปแบกหามท่อนซุง คำว่า “แบกหามท่อนซุง” มันหนักหนา เราต้องรู้ตัวใช่ไหม ถ้าเรารู้ตัวแล้วมันจะคิดแต่เรื่องเอารัดเอาเปรียบเขา คิดแต่ทำลายคน มันเป็นไปได้ไหม มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้

นี่ก็เหมือนกัน พันธุกรรมของจิต พันธุกรรมของจิตมันได้ตัดแต่งเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ท่านคิดแต่เรื่องดีๆ ทั้งที่ท่านก็ไม่เท่าทันหรอก เพราะมันคิดแต่เรื่องดีๆ เวลาจะเป็นความจริงขึ้นมาๆ เราเกิดเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นผู้ที่มีปัญญา ศึกษามาแล้ว ธรรมะบอกว่าปล่อยวางๆ

ปล่อยวางแบบขี้ลอยน้ำใช่ไหม การปล่อยวาง ปล่อยวางมันต้องปล่อยวางแบบมีสติสิ การปล่อยวางมันต้องเข้าใจถ่องแท้แล้วปล่อยวางสิ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกเศรษฐีธรรมๆ หลวงตาท่านพูดประจำว่าเศรษฐีธรรมๆ ถ้าเศรษฐีธรรมมันมีคุณธรรมในหัวใจ แล้วนั่นน่ะมันปล่อยวางโดยธรรมชาติเลย ปล่อยวางโดยธรรมชาติแล้วมีสติปัญญาด้วย แบบที่ว่าเวลาจะคิดขึ้นมาต้องแบกต้องหามท่อนซุง คนที่มันจะคิดแบกหามท่อนซุงมันจะไปคิดเอาเรื่องความทุกข์มาใส่ตัวไหม มันจะไปคิดเอาเรื่องวิตกกังวลมาใส่หัวใจมันไหม ไม่คิด มันพอในตัวมันเองอยู่แล้ว มันพอในตัวเอง นั่นล่ะธรรมธาตุ นั่นล่ะสัจธรรมแท้ นั่นล่ะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เพราะมันรู้เท่าทั้งหมด มันมีวิชชาในหัวใจไง มันมีธรรมในหัวใจ มันไม่มีสิ่งใดเข้าไปเจือปนอันนั้นได้ไง

แต่ของเรา สิ่งที่มันพันธุกรรมของจิต พันธุกรรมของจิตที่มันจะคิด เวลามันคิดขึ้นมามันทุกข์มันยากขึ้นมา ว่าสัตว์ประเสริฐๆ ไง สิ่งที่ศึกษามาๆ ศึกษามาถ้าคนที่มีคุณธรรมนะ คนที่เป็นคุณงามความดีนะ จิตใจเขาเป็นคนดี เขาดีโดยพันธุกรรมของเขา เขาดีโดยใจของเขานะ เวลาคนดีนี่ดีจริงๆ ดีจนเราไม่เชื่อว่าเขาดีจริงหรือเปล่า แต่เขาดีของเขาจริงๆ ดีเพราะอะไร ดีเพราะความคิดมันคิดดีในหัวใจ แต่มันคิดดีหรือคิดชั่ว

กรรมดี กรรมชั่ว เวลาการประพฤติปฏิบัติขึ้นมาต้องข้ามพ้นทั้งดีและชั่ว การจะข้ามพ้นทั้งดีและชั่วมันต้องเอาความดี เอาคุณธรรมขึ้นมาข้ามพ้น ถ้าข้ามพ้น เรามาวัดมาวา มาวัดมาวามาเสียสละทานมันเป็นประโยชน์เราทั้งนั้นน่ะ นี่สมบัติ

หลวงตาท่านพูดประจำ สิ่งที่เขามาเสียสละๆ บุญกุศลของเขาทั้งนั้นนะ พระเป็นเนื้อนาบุญของโลก เนื้อนาบุญของโลก เขาหว่านเขาไถของเขา นี่ประโยชน์ของเขาทั้งนั้น สิ่งที่เขาเสียสละเป็นวัตถุ ทางโลกเขามองเห็นแต่สิ่งที่เสียสะมาเป็นวัตถุทั้งนั้นน่ะ ผู้รับๆ ก็รับเป็นวัตถุขึ้นมา มันเป็นผู้ได้ๆ ไง

แต่เวลาขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนไว้นะ ภิกษุถ้าทุศีล เวลาฉันอาหารเหมือนกับกลืนถ่านแดงๆ ถ่านที่เขาหุงข้าว ถ่านไฟ กลืนคำข้าวเหมือนกลืนก้อนถ่านเข้าไปในร่างกายนี้เลย กลืนเข้าไปๆ มันเผามันทำลาย นี่เวลาภิกษุทุศีล

แต่ถ้าภิกษุที่มีคุณธรรม มีศีล นี่ไง สิ่งที่เขาบอกฉลองศรัทธา ศรัทธาของเขา สิ่งที่ได้ทำเพื่อเนื้อนาบุญของเขา เนื้อนาบุญของโลกไง ถ้าเนื้อนาบุญของโลก สิ่งที่เขาทำอยู่ของเขาทั้งนั้น ของเขาคืออะไร ของเขาคือเสียสละเป็นบุญกุศลของเขา เป็นบุญกุศลของเขา เขาได้เสียสละของเขาแล้ว จะรู้หรือไม่รู้ เจตนาอันนั้นมันเป็นทิพย์สมบัติทั้งนั้นน่ะ มันทำไปแล้วมันเป็นทิพย์สมบัติไง แล้วคนที่ฉลาด เวลาคนที่ฉลาดเขาทำแล้ว

คนที่ไม่ฉลาดว่า “ทำบุญไปแล้วไม่เห็นได้บุญเลย ทำบุญไปแล้ว เสียสละไปแล้ว” ไอ้นั่นมันธุรกิจ มันแลกเปลี่ยน เสียสละนี้ไปแล้วจะได้อันนั้นจะได้อันนี้ ไอ้นั่นมันเป็นธุรกิจ ถ้าธุรกิจ ดูสิ ธุรกิจที่เขาทำธุรกิจกันเขายังมีการต่อรองกัน เขายังคดยังโกงกัน ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ทำบุญมาแล้วจะหวังไอ้นั่น หวังไอ้นี่ หวังอะไร

บุญก็คือบุญไง บญคือความปกติของใจ บุญคือความสุขของใจ บุญคือความเท่าทันตัวเองในหัวใจนั้น สิ่งที่เราทำสิ่งใดที่ประสบความสำเร็จนี่บุญนั้น ไอ้บุญกุศลเวลามันให้ผลขึ้นมา เวลาเราทำสิ่งใดขึ้นมา เวลามันขาดตกบกพร่องขึ้นมา กรรมเก่า กรรมใหม่ คนเรามันมีกรรมเก่า กรรมใหม่ทั้งนั้นน่ะ เราไปซื้อต้นไม้มาปลูก ต้นไม้ที่มันชำรุด ต้นไม้ที่มันไม่สมบูรณ์ เวลาปลูกแล้วมันก็ขึ้นช้าใช่ไหม เราไปซื้อต้นไม้ขึ้นมา ต้นไม้ที่มันแข็งแรงใช่ไหม เราไปปลูก ปลูกแล้วมันก็จะชุ่มชื่นใช่ไหม แล้วเวลาไปปลูกไว้มันอยู่ที่ดิน ที่อากาศ ไปปลูกที่ดิน ที่อากาศที่มันดี มันรดน้ำพรวนดินขึ้นมา มันจะเติบโตขึ้นมา

นี่ก็เหมือนกัน บุญของเราๆ ถึงเวลาขึ้นมามันจะเกิดของเราขึ้นมาใช่ไหม นี่ไง ที่เขามาทำๆ เขาของทั้งนั้นๆ ของเขาทั้งนั้น เพียงแต่ว่าของเขาแล้วเขาไพล่ ทำบุญกุศล เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ หลวงปู่เจี๊ยะท่านพูดประจำเวลาท่านเตือนโยมนะ ในสวรรค์ไม่มีตลาดนะ ในพรหมก็ไม่มีตลาด ในเทวดา อินทร์ พรหมไม่มีตลาด ไม่มีตลาดซื้อขายแบบเรานี่ไง มันเป็นเพราะใครสร้างสมบุญญาธิการขึ้นมา บุญมากบุญน้อยขึ้นมา เขาได้ทิพย์สมบัติของเขา เขาไม่มีตลาดนะ คำว่า “ไม่มีตลาด” ขึ้นมา บุญกุศลมันซับลงที่ไหนล่ะ

สิ่งที่ทำบุญกุศล ดูสิ เทวดา อินทร์ พรหมนะ ในเทวดาเขาก็มีชนชั้นนะ ชนชั้นคือว่าใครรวยมากรวยน้อยไง ไม่ได้เสมอภาคๆ เสมอภาคเกิดในสถานะของเทวดา แต่ในเทวดานั้นก็มีเทวดาที่มีทิพย์สมบัติที่มากกว่า มีทิพย์สมบัติที่น้อยกว่า ทิพย์สมบัติมันเกิดจากไหนล่ะ เกิดจากเรากระทำนี่ไง สิ่งที่เราเสียสละนี้ไป

ถ้าพูดอย่างนี้แล้ว “พระก็พูดแต่บุญๆ นี่แหละ แล้วเราก็ต้องควักกระเป๋าทำบุญกับพระ ทำบุญกับพระไง อันนั้นเป็นธุรกิจ ธุรกิจทั้งนั้นน่ะ ถ้าธุรกิจการหวังผลก็เป็นอย่างนั้น

แต่ถ้าเป็นธรรมๆ เราเป็นคนที่ฉลาด เกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ สัตว์ประเสริฐ เราศึกษามาแล้วเราเชื่อธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมาจากอะไร เกิดมาจากเสียสละ เสียสละทาน เสียสละ บารมี ๑๐ ทัศ เสียสละกัณหา ชาลี เสียสละนางมัทรี เสียสละ ความที่เสียสละขึ้นมาสร้างบุญญาธิการ เพราะการเสียสละนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ชาติสุดท้ายต้องสละลูกสละเมียทั้งนั้น ถ้าไม่สละลูกสละเมียจะไม่ได้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือเป็นแค่สาวกสาวกะเท่านั้น นี่ไง ผลการกระทำ ผลที่ทำๆ ไง

นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียสละมาทั้งนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมาจากอะไร ก็เกิดมาจากทาน เกิดจากทาน เกิดจากศีล เกิดจากการบำเพ็ญตบะธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำขึ้นมาจนเป็นศาสดาของเราๆ

แล้วเวลาเกิดมาจะมั่งมีศรีสุขสูงส่งแค่ไหน ชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด ถึงที่สุดแล้วเราต้องตายไปแล้วก็เกิดใหม่ แล้วก็เวียนกันอยู่อย่างนี้ ถ้าเวียนอยู่อย่างนี้ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกให้เธอทำบุญกุศลของเราไว้ ถ้าเราจะเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดแล้วก็ให้มันสมความปรารถนาบ้าง เกิดแล้วก็ให้มีความสุขบ้าง เกิดแล้วอย่าให้มันทุกข์มันยากจนเกินไป

บางคนเกิดมาทุกข์ยากทั้งชีวิต บางคนเกิดมาลุ่มๆ ดอนๆ บางคนเกิดมาประสบความสำเร็จในชีวิต นี่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็สร้างคุณงามความดีของเรา ความดีของเรา เราจะเกิดทุกข์จนขนาดไหน เราทำคุณงามความดีของเรา เราไม่มีสิ่งใดทำกับเขา เราก็อนุโมทนาไปกับเขา เราอนุโมทนาไปกับเขา นี่ไง เห็นสมณะ แค่เห็นพระยกมือไหว้ ถ้าคิดไม่ถึงก็คิดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยกมือสาธุ เราทำบุญกุศล เราเอาหัวใจของเรา

ใช่ เราจะไม่มีวัตถุสิ่งใดเพื่อเสียสละ แต่เราพร้อมทั้งหัวใจ เราพร้อมทั้งนั้น ถ้าคนดี คนจนก็ดี คนรวยก็ดี ถ้าดีในหัวใจอยู่ในสถานะไหนก็ดี เขาคิดแต่เรื่องดีๆ ของเขา ไอ้สถานะข้างนอกที่โลกธรรม ๘ มีคนเยาะเย้ยถากถาง พระก็โดนทั้งนั้นน่ะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปบิณฑบาต พราหมณ์ยังบอกเลย “สมณะ สมณะก็ทำนาสิ สมณะเที่ยวมาขอเขา สมณะทำไมไม่ทำนาล่ะ”

“โอ้โฮ! โยม อาตมานะ ทำทั้งวันทั้งคืนเลยล่ะ อย่างโยมยังสู้ไม่ได้ เวลาทำนาก็ทำเป็นฤดูกาลเท่านั้นแหละ ของเรา เราทุกวินาทีนี่นะ เราทั้งไถ ทั้งหว่าน ทั้งเก็บวัชพืชในหัวใจไง ให้สติของเราเป็นเชือกไง ปัญญาเราไถหว่านไปในหัวใจ ทั้งหว่าน ทั้งไถ”

พราหมณ์ได้ยินเข้าพราหมณ์อึ้งเลย พราหมณ์อยากทำบุญ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่ารับไม่ได้ ตถาคตไม่เคยออกเสียงเรื่องนี้

อย่างนั้นถ้าอยากทำบุญทำอย่างไรล่ะ อยากจะทำบุญมาก

อยากทำบุญมาก ไปเทลงคลอง เทลงคลองไป เพราะอะไร เพราะเรามองแล้วใน ๓ โลกธาตุนี้ไม่มีใครสมควรได้รับ ไม่สมควรให้ใครอีกเลย ถ้าให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่รับแล้ว ไม่สมควรให้ใครอีกเลย ใน ๓ แดนโลกธาตุไม่มีใครควรยิ่งไปกว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นี่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบิณฑบาต นี่ไง บอกว่า “สมณะก็หว่านก็ไถสิ สมณะก็ทำงานสิ”

งานของสมณะมันมี งานของสมณะ งานรื้อภพรื้อชาติ งานของสมณะงานค้นคว้าในใจของตน เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ จะได้เป็นกษัตริย์ จะได้ปกครองประเทศชาติ ไอ้นั่นมันเรื่องของโลกๆ ท่านยังเสียสละสิ่งนี้มาไง

เวลามาทำความจริงๆ ขึ้นมา ความจริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาสวักขยญาณในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาไปเทศนาว่าการปัญจวัคคีย์ “เราไม่รู้มา ๖ ปี เราก็ไม่ได้สอน เพราะเราไม่รู้ไง บัดนี้เรารู้แล้วนะ จงเงี่ยหูลงฟัง จงเงี่ยหูลงฟัง”

เวลาฟังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม นี่ไง เวลาแสดงธัมมจักฯ นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม นี่เป็นฉลากยา แต่เวลาพระอัญญาโกณฑัญญะฟังธรรมแล้วใช้ปัญญาไตร่ตรอง เพราะอะไร เพราะหิวกระหายไง เวลาอุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พยายามทำทุกรกิริยา พยายามขวนขวายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ ผู้ที่ลุ้นๆๆ อยากให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เสียทีเพื่อจะได้สั่งสอนเราบ้าง เพื่อจะได้บอกเราบ้าง มันก็หมดโอกาส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาฉันอาหารของนางสุชาดา ก็ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับมามักมาก นี่ความคิดแบบโลกๆ ไง

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาฉันอาหารของนางสุชาดาแล้ว คืนนั้นตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมา เสวยวิมุตติสุขๆ แล้วมาเทศนว่าการปัญจวัคคีย์ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม สงฆ์องค์แรกของโลกเกิดแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุทาน มันปลื้มใจไง

เราค้นคว้ามาเกือบตาย ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย สร้างสมบุญญาธิการมาขนาดนี้ มาเกิดที่ลุมพินีวัน เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เวลานางพิมพาคลอดสามเณรราหุลมา ละล้าละลัง มันทุกข์มันยาก ระลึกถึงหัวใจของพ่อสิ หัวใจของพ่อที่ลูกคลอดออกมา อยากเห็นหน้าลูก แต่เข้าไปดูหน้าลูกไม่ได้ จะต้องพลัดพรากออกไปเพื่อไปค้นคว้าหาสัจธรรม ทุกข์ไหม มันกดดันหัวใจไหม

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทดสอบอยู่ ค้นคว้าอยู่ ๖ ปี เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม วิมุตติสุข สุขที่โลกนี้ไม่มี ๓ แดนโลกธาตุไม่มี เทวดา อินทร์ พรหมก็ไม่รู้จัก ไม่มีใครรู้จักเลย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้พบคนแรกไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมขึ้นมา พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมเป็นแค่พระโสดาบัน สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับไปเป็นธรรมดา พอธรรมดาๆ ธรรมดาเพราะใจเป็นธรรมไง

แต่ของเราธรรมดา ธรรมดาแต่กูเอานะ เออ! ธรรมดาอยู่นู่นน่ะ แต่ใจกูจะเอา เอาอะไร เอาโสดาบันไง เลยไม่ได้อะไรเลย เพราะกูจะเอา เป็นธรรมดา...ธรรมดาคือความคิด ไม่ใช่ธรรมดาเป็นความจริง

แต่ถ้าเป็นความจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุทานนะ อุทานคือว่าเป้าหมายของท่าน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนามารื้อสัตว์ขนสัตว์ แต่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ต้องรื้อสัตว์ขนสัตว์ตัวเราก่อน รื้อสัตว์ขนสัตว์สัตว์ประเสริฐตัวนี้ สัตว์ประเสริฐในใจ สัตตะผู้ข้อง หัวใจมันยังข้องมันยังเกี่ยวอยู่ มันจะไปรื้อใครล่ะ ถ้ามันรื้อสัตว์ในหัวใจนี้จบแล้ว แสดงธรรมไป พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม มันประกาศไง มันประกาศว่าจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ แสดงธรรมจนปัญจวัคคีย์เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ยสะ บริวารเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด “เธอกับเราทั้งหมด ๖๑ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและเป็นทิพย์”

บ่วงที่เป็นโลกก็โลกธรรม ๘ ชื่อเสียงเกียรติศัพท์เกียรติคุณ พ้น ไร้สาระ บ่วงที่เป็นทิพย์ไง ตั้งแต่เทวดา อินทร์ พรหมเกิดมา “เธอพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและเป็นทิพย์” วัฏวน ๓ แดนโลกธาตุมันเป็นบ่วงให้จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วมันพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและเป็นทิพย์แล้ว มันจะมีสิ่งใดมีค่าอีกล่ะ “เธอจงไปอย่าซ้อนทางกัน โลกนี้เร่าร้อนนัก โลกนี้เร่าร้อนนัก” ผู้ที่หิวผู้ที่กระหายเขากระเสือกกระสนของเขากันอยู่ไง ผู้ที่ปัญญาหยาบเขาก็กระเสือกกระสนทางโลก ผู้ที่มีปัญญาของเขา เขาอยากกระเสือกกระสนหาทางออกเขาก็ออกไม่ได้เพราะมันไม่มีใครรู้หรอก ฉะนั้น “เธอพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและเป็นทิพย์ เธอจงไปอย่าซ้อนทางกัน ให้แยกกันไป โลกนี้เร่าร้อนนัก” นี่รื้อสัตว์ขนสัตว์ไง นี่แรงปรารถนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ

แล้วเราเกิดมา เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาสอนถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สอนเรื่องอริยสัจ เรื่องสัจจะ เรื่องความจริง แล้วเราทำอะไรกันอยู่ มันก็ย้อนกลับมาคิดสิ เราทำอะไรกันอยู่

ถ้าเราจะทำนะ งานของเรา หลวงปู่ฝั้นท่านสอนไง ไม่ใช่หายใจทิ้งเปล่าๆ โดยธรรมชาติของคนต้องมีลมหายใจ มีสติมีปัญญาเท่านั้นน่ะ มีสติเท่าทันลมหายใจ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ อยู่กับมันนั่นน่ะ เดี๋ยวจะค้นคว้าหาใจของตนเจอ ถ้าค้นคว้าหาใจของตนเจอแล้ว ประพฤติปฏิบัติที่นั่น ทำที่นั่น เห็นไหม จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วมันจะสิ้นสุดกันที่ตรงจิตนั่นน่ะ มันจะสิ้นสุดกันที่ปฏิสนธิวิญญาณนั่นน่ะ มันจะสิ้นสุดกันที่จิตเดิมแท้นั่นน่ะ มันสิ้นสุดกันที่นั่น เอวัง